2005/Nov/01

มาแล้วครับผม มาอัพแล้วฮะ หลังจากห่างหายไปนานมั๊ก หุหุ นี่ก็ chapter 4 แล้วนะครับผม คงเหลืออีกตอนเดียวก็จะจบกับ series นี้แล้วล่ะครับ ๕๕๕ ยังไงก็ลุ้นกันหน่อยแล้วกันนะครับว่าจะเป็นยังไงต่อไป เหอะ ๆ ๆ ... ต่อกันเลยดีกว่าครับผม กับ "รักแท้แพ้ใกล้ชิด" chapter 4

.........................................................

เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันซ้อมใหญ่ครับ พี่ชายผมไปส่งผมที่หอประชุมครับ ระหว่างทางก็แวะรับเธอครับ เช้านี้ถึงแม้ว่าจะง่วง แต่พอผมเห็นหน้าเธอแล้วมันหายง่วงไปเลยครับ วันนี้เธอแต่งหน้าอ่อน ๆ ครับ ดูเธอน่ารักมากครับ เราไปถึงตั้งแต่ 6 โมงเช้าครับ ระหว่างที่รอเราก็แต่งตัวให้กันครับ (ชุดครุยนะครับ อย่าคิดมาก) เรา 2 คนกลับมาเป็นเหมือนเดิม และมีความสุขตามประสาเรา 2 คนแล้วครับ ตอนเข้าแถว เธอต้องไปอยู่ด้านหน้าครับก็เด็กเกียรตินิยมอันดับ 1 อ่ะนะ ส่วนผมก็เข้าแถวตามรหัสครับ ก็ผมมันเด็กเกลียดนิยมอ่ะนะครับ ก็เลยไม่ได้ไปเข้าแถวกับเธอ

วันนี้เราซ้อมกันจนถึงประมาณ 10 โมงกว่าครับ เสร็จแล้วต้องมีโปรแกรมไปถ่ายรูปรวมที่ major ต่อครับ ผมก็นัดพ่อแม่พี่ที่ major ครับ พอเราไปถึงก็ไปกินข้าวกันก่อนครับ เธอรู้จักกับครอบครัวผมทุกคนแล้วครับก็เลยสบายหน่อย แล้วเราก็ไปถ่ายรูปกันต่อครับ มีความสุขดีครับวันนั้น ส่วนผมเป็นครั้งที่ 2 ที่จะได้เจอหน้าพ่อกะแม่ของเธอครับ ก็ไม่มีอะไรมากครับ เข้าไปทักทายกัน

พอถึงวันจริงผมก็ไปรับเธอเหมือนเดิมครับ วันนี้ดูเธอน่ารักอีกแล้วครับ แล้วเราก็ช่วยกันแต่งตัวอีกแล้ว พอรับเสร็จก็ออกมาจากหอประชุมครับ เจอพ่อแม่ของเธอก่อนครับ ก็ถ่ายรูปกันครับ แล้วเราก็แยกย้ายกัน ผมก็ไปถ่ายรูปกับพ่อแม่พี่ แล้วก็ญาติผมครับ สักพัก แม่ก็บอกว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหน แม่มีของขวัญจะให้ ผมก็เลยต้องโทรหาเธอแล้วก็ไปรับเธอมาครับ ดีครับสนุกดีจากหอประชุมไปที่หน้ามอ ใส่ชุดครุยด้วย เหนื่อยแล้วก็ร้อนสุด ๆ แต่ก็ต้องยอมครับ (เด๋วจะเล่าประสบการณ์ตอนรับปริญญาอีกทีแล้วกัน)

.............................................

ตอนเย็นผมมีเลี้ยงครับ พ่อกะแม่ให้ของขวัญเป็นแหวนนามสกุลครับ ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าต้องใส่ข้างไหนครับ พอคิดได้ว่าตอนนี้เรามีเราแล้วผมก็เลยใส่นิ้วนางข้างซ้ายไว้ครับ เราใช้เวลาที่เหลืออีก 1 วันที่เชียงใหม่กับทางบ้านตัวเองครับ แต่แล้วก็ต้องมาเจอกันโดยไม่ได้นัดหมายกัน ตอนเที่ยงผมกำลังกินข้าวเที่ยงกับพ่อกะแม่ เธอก็โทรเข้ามาครับ

"ทำไรอยู่จ๊ะ" "กินข้าวกะพ่อกะแม่อยู่ อยู่ไหนจ๊ะเนี่ย"

"แอร์พอร์ท กำลังซื้อของฝากอยู่" "อ้าวเหรอ ตอนนี้จิมอยู่ที่แอร์พอร์ทเหมือนกัน กำลังกิน MK อยู่ แล้วต่ายอยู่ที่ไหนเหรอ"

"อยู่ที่ร้านขนมบ้านอาจารย์" "เหรอ งั้นเด๋วจิมลงไปหานะ มากินข้าวด้วยกันด้วย พ่อกะแม่ชวน" "จ๊ะ"

ผมลงไปหาเธอครับ เธอบอกว่ามากับพ่อแม่เหมือนกัน และนี่ก็เป็นครั้งแรกครับที่พ่อแม่เราทั้ง 2 คนเจอกันเป็นครั้งแรก

.................................................

วันที่เราต้องกลับกรุงเทพ เธอกลับพร้อมกับผมครับ ตอนอยู่บนรถ เธอถามผมครับ

"ได้ของขวัญเป็นแหวนเหรอ" "อือ..พ่อกะแม่ให้อ่ะ"

"แล้วทำไมต้องใส่นิ้วนางข้างซ้ายด้วยล่ะ" "อ้าวแล้วจะให้จิมใส่นิ้วไหนล่ะ ก็มีอยู่นี่คนหนึ่งแล้วไง จะให้ใส่นิ้วอื่นได้ไงล่ะ"

"เหรอ" เธอยิ้มครับ.....ผมชอบเวลาเธอยิ้มมาก เธอเป็นคนมีลักยิ้มครับ เวลายิ้มแล้วน่ารักเจง ๆ

เย็นวันนั้นผมตัดสินใจขับรถไปส่งเธอที่ทำงานครับที่ตราด เย็นนั้นเธอมีอาการงอนเล็กน้อย เพราะผมบอกว่าเด๋วถ้าไปกินฟูจิเสร็จแล้วจะขับรถไปส่งทันที ปรากฏว่าเป็นความผิดของผมเองครับ เย็นนั้นกินซะเยอะ ก็บอกไปแล้วล่ะครับ ว่าถ้าเธอกินเหลือ ผมเนี่ยแหละครับที่ต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นมันก็เลยอิ่มมาก ก็เลยขอนอนก่อน เพราะถ้าผมอิ่มแล้วมันจะง่วงครับ ไม่อยากขับรถทางไกลมันอันตราย ผมก็เลยบอกว่าเด๋วลุกขึ้นตี 2 ไปส่งแล้วกัน เธองอนเลยครับ ง้อยังงัยก็ไม่หาย แต่ยังงัยผมก็ขอนอนก่อน ไม่งั้นเด๋วถ้าขับรถไปอันตรายแน่ เธอก็เลยต้องยอมครับ แต่ก็ยังแอบงอนอยู่ดี

ผมขับรถไปส่งเธอตอนตี 2 ตามที่สัญญากับเธอไว้ ระหว่างทาง เธอไม่ยอมคุยกับผมเลยครับ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ผมขับรถเร็วเหมือนกันครับ เธอก็ค้อนผม (ผมแอบมองเธอบ่อย ๆ) เกือบ ๆ ถึงตราด

"เหนื่อยป่ะ" "อือ...หายงอนแล้วเหรอ"

"หายงอนตั้งนานแล้ว แค่อยากลองใจดูแหละ" "เออนะ ไม่ยอมบอกเลย จะโกรธดีไม๊เนี่ย"

"ตามใจสิ" "ล้อเล่นน่า จะให้โกรธได้ไงล่ะครับ"

"พักก่อนก็ได้นะ เด๋วค่อยขับต่อ" "อือ อีกไกลป่ะ"

"ก็ไม่ไกลหรอก" "งั้นเด๋วไปถึงแล้วค่อยงีบก็ได้" "ตามใจ"

ดีใจครับที่เธอยังห่วงผมอยู่ หลังจากนั้นเธอก็ชวนผมคุยตลอดจนถึงที่ทำงานเธอครับ ผมไม่อยากให้ถึงเลยเพราะมันจะทำให้เวลาที่ผมได้อยู่กับเธอน้อยลง กว่าจะร่ำลากันได้ใช้เวลานานเหมือนกันครับ เพราะเราต่างก็ไม่รู้ว่าเราจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่

.............................................ง

หลังจากนั้นมาเราก็ติดต่อกันทางโทรศัพท์อย่างเดียวครับถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เจอหน้ากัน แต่มันก็ทำให้เรามีความสุขมากครับ.....แต่แล้วสิ่งที่ผมไม่อยากให้มันกลับมาอีกมันก็กลับมาอีกแล้วครับ อาการของการห่างเหินจากเธอเริ่มเกิดขึ้นอีกแล้วครับ ผมจำได้ว่า ก่อนวันที่ 31 มีนา เรายังคงคุยกัน มีความสุขกัน แต่พอวันที่ 1 เมษา มันกลับไม่เป็นอย่างนั้นแล้วครับ เธอเริ่มมีอาการไม่สนใจผมเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้มันรุนแรงกว่าเดิมครับ เธอไม่ยอมรับโทรศัพท์ผมเลย ผมพยายามที่จะโทรหาเธอ พยายามที่จะถามเธอว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ผมก็ไม่สามารถหาคำตอบได้เลย

หลังจากนั้นอีกประมาณเดือนหนึ่งผมโทรหาเธออีกครั้ง เธอรับสายครับ

"มีไรรึเปล่า ทำงานอยู่" "อือ ที่จริงก็มีอ่ะนะ แต่ไม่เป็นไร ทำงานต่อเหอะ" "มีไร...คุยมาก็ได้"

"อือต่ายเป็นไรรึเปล่าจิมโทรไปหาตั้งหลายครั้งแล้วไม่ยอมรับสาย โกรธไรป่ะเนี่ย" "เปล่า ไม่ได้โกรธไร พอดีทำงานอยู่ งานมันยุ่งอ่ะ ก็เลยไม่อยากรับ"

"แล้วไม่คิดจะโทรมาหาเลยเหรอ" "ก็มันไม่ว่าง จะให้ทำไงล่ะ ทำงานเสร็จก็เที่ยงคืนแล้ว เหนื่อยก็เหนื่อย"

"เหรอ งั้นไม่เป็นไรจิมขอโทษแล้วกัน" "อือ" เราเงียบกันไปซักพักครับ

"ตกลงมีไรรึเปล่าเนี่ย มีไรก็บอกมาได้นะจิมคิดว่าคงไม่ใช่แค่เรื่องงานหรอก" "..........."

"ถามจริง ๆ เหอะ มีไรก็บอกสิครับ" เธอเงียบนานมากครับ "มันยังไม่ถึงเวลา"

"ทำไมล่ะ บอกตอนนี้ ตอนไหนก็เหมือนกัน" "..........." เราเงียบกันไปนานมากครับ ผมพยายามรวบรวมความกล้าที่จะถามเธอ

"ต่ายไม่รักจิมแล้วใช่ไม๊" "..........."

"ว่าไงล่ะต่ายไม่รักจิมแล้วเหรอ" "คงงั้นมั้ง"

ถึงตอนนี้หัวใจผมมันเหมือนจะหยุดเต้นไปแล้วครับ เหมือนกับผมไม่เหลืออะไรแล้ว

"จิมทำอะไรผิดล่ะต่ายบอกจิมมาสิจิมจะได้แก้ไข" "เปล่าจิมไม่ได้ทำอะไรผิดหรอก"

"อ้าว แล้วทำไมมันเป็นแบบนี้ล่ะ" ".............."

ถึงตอนนี้แล้วน้ำตาผมมันมาจากไหนไม่รู้มากมาย มันไหลออกมาจนหมอนเปียกไปหมด

"มีอะไรอีกไม๊ แค่นี้ก่อนนะ"

ผมไม่สามารถตอบเธอได้ครับ ตอนนี้เหมือนมันมีอะไรจุกอก พูดไม่ออกครับ แล้วเธอก็วางหูไป คืนนั้นผมร้องไห้ทั้งคืน ผมก็ไม่รู้หรอกว่าเธอจะเป็นเหมือนผมรึเปล่า..............

2005/Oct/27

กลับมาอัพบลอคแล้วครับผม ๕๕๕ หายไปสามวัน พอดียุ่ง ๆ อ่ะครับก็เลยไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่ วันนี้ฤกษ์ดีครับก็เลยกลับมาอัพให้ทุกคนได้อ่านได้ซึ้งกันอีกที (รึเปล่า) ๕๕๕ ต่อเลยแล้วกันนะครับ กับ chapter 3

**************************************************

หลังจากนั้นผมกับเธอก็ยังเหมือนเดิมครับ คุยโทรศัพท์กันเหมือนเดิม ส่วนมากเราจะคุยเรื่องทุกอย่างที่เราเจอให้กันฟังทุกวัน ช่วงที่เธอไปทำงานแรก ๆ เธอเล่าให้ผมฟังครับ

"มีพี่ที่บริษัทมาจีบแหละ" "เหรอ แล้วเป็นงัยล่ะ"

"ก็ไม่มีไร ก็คุยไปงั้นแหละ ทำไมล่ะ หึงเหรอ" "เปล่า"

"จริงดิ" "อือ..จริงดิ จะโกหกทำไมล่ะ"

"แล้วคิดงัยล่ะ" "ก็ไม่ได้คิดไรเหมือนกัน เป็นแค่พี่น๊ะ"

"แล้วถ้าพี่เค้าโทรมาอีกล่ะ จะให้คุยป่ะ" "ก็คุยไปสิ ไม่เห็นเป็นไรเลย ก็บอกเองไม่ใช่เหรอว่าเป็นแค่พี่อ่ะ"

แล้วเราก็คุยเรื่องอื่นกันต่อ โดยที่ผมไม่ได้สนใจเรื่องนี้อีกเลย

ผมกับเธอใช้ชีวิตกันแบบนี้ประจำครับ จนมันเป็นเหมือนกับหน้าที่ที่ผมต้องทำทุกวัน โดยการโทรไปหาเธอ ก็มีบ้างครับที่เธอจะโทรหาผม แต่ก็บางเวลาเท่านั้น แต่โดยส่วนมากผมจะโทรไปหา ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ผมเต็มใจที่จะทำครับ ถ้าผมโทรไปแล้วเธอไม่ว่างเธอก็จะโทรกลับมาหาทีหลังครับ แต่แล้วก็มีวันหนึ่งครับเหตุการณ์ที่เคยมีเป็นประจำมันเริ่มไม่เหมือนเดิมครับ ผมโทรไปหาเธอครับ แต่เธอไม่รับสาย ก็ไม่เป็นไรครับ เธอคงไม่ว่างผมคิดว่าอย่างนั้น ผมรอแล้วรออีก เธอก็ยังไม่โทรกลับมาหาผมซักที อีกวันต่อมาผมโทรไปหาเธอครับ เป็นเหมือนเดิมอีกแล้วครับ เธอไม่รับสาย วันนี้ผมก็รอเหมือนกับเมื่อวาน เธอก็ยังไม่โทรมาอยู่ดี ผมเลยตัดสินใจโทรหาเธออีกครั้งครับ คราวนี้เธอรับสายครับ

"เป็นไรรึเปล่า เมื่อวานก็ไม่เห็นโทรกลับ" "เปล่า"

"ทำงานหนักเหรอช่วงนี้อ่ะ" "อือ"

"พักผ่อนบ้างนะ เป็นห่วงนะ" "อือ"

"มีไรอีกไม๊ จะทำงานต่อแล้ว" "อือ...ไม่มีก็ได้ ทำงานต่อเถอะ แล้วอย่าลืมพักผ่อนบ้างนะ"

เธอมักจะเป็นแบบนี้ครับ เธอมักจะทำงานอยู่ตลอด ผมก็เข้าใจนะครับว่าเธอชอบทำงาน แต่สิ่งที่ผมมักจะบอกเธอเสมอคือ คนเราไม่ใช่เครื่องจักรที่สามารถทำงานได้ตลอด คนเราก็ต้องมีพักบ้าง ไม่ใช่ว่าทำงานทั้งวันทั้งคืนโดยที่ตัวเองไม่ได้พัก

พักหลังนี้ เธอมักจะพูดกับผมแบบนี้เสมอครับ ถามคำตอบคำ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเธอไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน อยู่ดี ๆ มันก็เป็นแบบนี้ขึ้นมา บอกตรง ๆ ครับ ผมอึดอัดมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งเธอก็ไม่เคยบอกเลยว่ามันเกิดจากอะไร เราเริ่มที่จะคุยกันไม่รู้เรื่องครับ ผมคุยอะไรไป เธอก็มักจะไม่สนใจ หรือบางทีเธอก็เงียบไปซะเฉย ๆ ถ้าจะตอบเธอก็ตอบแบบผ่าน ๆ เท่านั้นเอง ทั้งที่เมื่อก่อน

"ทำไรอยู่จ๊ะ ทำงานอยู่รึเปล่า" "อือ ทำงานอยู่แต่คุยได้ มีไรรึเปล่าจ๊ะ"

"เปล่าหรอก คิดถึงเลยโทรมาหา" "...... เหรอ" (เสียงเธอดูเหมือนกับอายครับ)

"แล้ววันนี้เป็นงัยบ้างล่ะ" "ก็ดี ทำงานอย่างเดียวเลย"

............................

"นี่อยู่ที่โน่นไม่มีใครเลยเหรอ" "ม่ายอ่ะ จะให้มีใครล่ะครับ มีแค่คนเดียวก็จะตายอยู่แล้ว"

"ทำไมล่ะ" "อ้าว มีคนเดียวกว่าจะง้อได้ก็เหนื่อยแล้ว จะให้มีเยอะอีกทำไมล่ะ"

"ขอให้มันจริงเหอะ" "อือ...จริงอยู่แล้ว มีคนเดียวงี้ รักตายเลยแหละ"

"จ้า"

............................

"คิดถึงนะจ๊ะ" "คิดถึงเหมือนกัน"

"รักนะ" ".............."

"อ้าว ไม่บอกตอบเหรอ" "ม่ายอ่ะ"

"จริงดิ" "อือ"

เธอไม่เคยบอกรักผมจากปากเธอครับ นอกจากเธอจะเขียนมาให้หรือไม่ก็จะส่ง sms มาให้ครับ

"I WANT TO TELL YOU THAT I LOVE YOU I CANT TELL YOU BY MYSELF AS I SHY YOU. I HOPE YOU FEEL BETTER&HAVE A NICE DREAM, MY DEAR. I WANT YOU TO KNOW I CARE YOU."

นี่เป็น sms บางอันที่เธอส่งมาให้ผมครับ ตอนนี้มันก็คงอยู่ในเครื่องผม แม้ว่ามันจะผ่านมาแล้ว 2 ปีก็ตาม

ผมยอมรับครับว่าความรักของเราเริ่มไม่เหมือนก่อนแล้ว จากวันนั้นมา มันทำให้ผมและเธอต้องห่างกันไปโดยปริยาย แต่ผมก็พยายามที่จะโทรหาเธอครับ น้อยครั้งมากที่เธอจะรับสายผม ตอนนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องแบบนี้มันเกิดมาได้อย่างไร ผมยังไม่สามารถหาคำตอบได้ แต่โดยสรุปแล้ว ....เราก็ต้องแยกกันครับ....

ช่วงใกล้รับปริญญา ผมโทรไปหาเธอครับ เพื่อจะได้ติดต่อเธอเกี่ยวกับเรื่องงานรับปริญญา เพราะเธออยู่ที่ทำงานนั้นคงจะได้ไม่ได้ข้อมูล ผมก็เลยหวังดีที่จะบอกข่าวพวกนี้กับเธอครับ ผมอาสาเธอหลายอย่างทั้งเรื่องการจองครุย หรือแม้แต่การกลับเชียงใหม่ เพื่อไปรับปริญญา แต่ดูเธอเหมือนจะพยายามทำยังงัยก็ได้ ที่จะไม่ให้ผ่านผมครับ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะผมก็รู้ตัวดีว่าตอนนี้เธอคิดยังงัยกับผม แต่สำหรับผมแล้ว ผมยังรักเธอเสมอครับ แม้ว่าเธอจะเป็นคนที่ทำให้ผมเจ็บก็ตาม

ถึงวันที่เราจะต้องไปเชียงใหม่กันแล้วครับ ผมต้องกลับไปบ้านที่เชียงรายก่อน เพื่อที่จะไปเอารถที่บ้านครับ ขี้เกียจขับรถจากกรุงเทพไปเชียงใหม่เองครับมันเปลือง แหะ ๆ ๆ พอไปเอารถที่บ้านเสร็จก็ขับไปเชียงใหม่เลยครับ พอถึงที่เชียงใหม่ก็เข้าบ้านทันทีเลยครับเพราะเหนื่อยมาก ปรากฏว่าชุดสูทขาวที่พี่ชายไปเอามาให้มันตัวเล็กเกินครับก็เลยต้องไปเปลี่ยนที่ร้านครับ ผมก็เลยไปที่ร้านสูท ระหว่างนั้นผมก็โทรหาเธอครับ เพราะเธอก็ใกล้จะถึงเชียงใหม่เหมือนกัน จะได้ไปรับเธอครับ แต่เธอปฏิเสธครับ (แต่เธอก็คุยกับผมอย่างดีนะครับ) ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะสำหรับเธอแล้วผมก็เป็นแค่เพื่อนทั่ว ๆ ไปคนหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ได้พิเศษสำหรับเธอ ระหว่างที่ผมไปจัดการกับสูทแล้วก็ชุดครุยของผม เธอก็โทรมาครับ ผมอึ้งไปเล็กน้อย เพราะไม่คิดว่าเธอจะโทรมา เพราะหลังจากวันนั้นแล้ว เธอไม่เคยโทรหาผมเลยซักครั้ง ผมรับสายครับ

"จิมว่างเปล่า" "อือ มีไรเหรอ"

"มารับเค้าหน่อยได้ไม๊ พอดีนัดกับนิกไว้ว่าจะไปเอาชุดครุย แล้วตอนนี้ไม่มีใครอยู่บ้านอ่ะ"

"อือ ได้ดิ ตอนนี้เลยเหรอ" "อืม...เอาตอนที่จิมว่างแล้วกัน เค้าไม่รีบหรอก"

"งั้นเด๋วไปรับตอนนี้เลยนะ" "ตามใจ.....รอที่บ้านนะ"

แล้วผมก็รีบขับรถไปรับเธอที่บ้านครับ ระหว่างทางเราก็คุยกันบ้างครับ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่สนิทเหมือนอย่างเดิมครับ

ช่วงที่ซ้อมรับปริญญาผมกับเธอจะไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ผมไปรับเธอที่บ้านทุกวันครับเพราะว่าบ้านเธอเป็นทางผ่านไปมอครับ (ถึงไม่เป็นทางผ่านก็วนไปรับได้ อิอิ) ไม่รู้สินะครับ ช่วงเวลาไม่กี่วันที่ผมต้องไปรับไปส่งเธอทุกวันทำให้เรากลับมาเหมือนจะเข้าใจกันเหมือนเดิม แต่เธอก็ยังแนะนำผมกับเพื่อน ๆ ของเธอว่าผมเป็นเพื่อนเธอเท่านั้น ทั้งที่ใจผมอยากจะให้มันเป็นมากกว่านั้นนะ ช่วงเวลาตอนกลางวันที่เราว่างจากการซ้อมก็ไปถ่ายรูปด้วยกันครับ ผมบอกได้คำเดียวว่าผมกลับมามีความสุขอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าเธอจะคิดกับผมเป็นแค่เพื่อนอยู่ก็ตาม ตอนนี้ผมยังมีรูปของเธออยู่ในอัลบัมผมมากมายครับ ผมเริ่มไม่แน่ใจกับคำพูดของเธอที่บอกผมว่าเป็นแค่เพื่อน แต่ผมก็ได้แต่คิดครับ เพราะยังงัยแล้วเธอก็ยังคงแนะนำผมกับเพื่อนเธอว่าเป็นแค่เพื่อนอยู่ดี ก่อนถึงวันซ้อมใหญ่ เพื่อน ๆ นัดกันไปสังสรรค์ที่ karaoke ครับ เราไปกันเกือบทั้ง major ครับ คนเยอะดี สนุกครับ วันนั้นผมจำไม่ได้ว่าผมคิดอะไรอยู่ แต่ผมจำได้อยู่อย่างหนึ่งครับว่าผมร้องเพลง 2 เพลงนี้ให้กับเธอ "ภาวนา" ของโก้ กับ "รู้ไหมว่าฉันคิดถึง" ของเบิร์ดครับ ผมมองหน้าเธอตลอดเวลาที่ผมร้องเพลง 2 เพลงนี้ เธอก็รู้ครับว่าผมมองหน้าเธออยู่ ถึงตอนนั้นผมไม่สนแล้วครับว่าเพื่อนมันจะสนใจกันรึเปล่า ผมรวบรวมความกล้าครับ ผมค่อย ๆ เลื่อนมือของผมไปจับมือเธอครับ ครั้งนี้เธอยอมให้ผมจับมือเธอครับ ถึงตอนนี้หัวใจผมพองโตแล้วครับ คนที่ผมรักเธอจะกลับคืนมาหาผมอีกครั้งแล้ว

หลังจากร้องเพลงกันแล้วผมไปส่งที่บ้านครับ ระหว่างทางเราเงียบกันทั้งคู่ครับ ใกล้จะถึงบ้านเธอแล้วครับ ผมไม่รู้ว่าผมจะต้องทำยังงัยดี จะถึง U-turn ที่ต้องเลี้ยวเข้าบ้านเธอแล้ว ผมตัดสินใจไม่เลี้ยวครับ เธอมองหน้าผมอย่างสงสัย แต่ก่อนที่เธอจะถามผม ผมใช้มือซ้ายของผม เอื้อมไปจับมือของเธอเบา ๆ ครับ ดูเธอตกใจเล็กน้อย แต่เธอก็ไม่ได้ชักมือหนี ผมบีบมือเธอไว้เบา ๆ ครับ

"อยากอยู่แบบนี้นาน ๆ จัง" เธอเงียบครับ

"ไม่อยากให้ถึงบ้านเร็ว ๆ เลย จิมขอขับช้า ๆ นะ" เธอยิ้มครับ

"กลับมาเป็นเหมือนเดิมนะ" เธอยิ้มครับ

วันนั้นถ้าใครขับรถตามรถผมตอนเที่ยงคืน คงด่าผมแน่เลยครับ เพราะว่าผมขับรถ 20 km/hr บนถนน 4 เลนที่โล่งมาก.......................


edit @ 2005/10/27 10:06:33

2005/Oct/25

ลืมบอกไปครับว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้น 3 ปีมาแล้วครับผม ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไว้ที่แห่งหนึ่งมาก่อนครับ แต่ตอนนี้ผมอยากจะเก็บความรู้สึกดีๆ นี้ไว้ในที่แห่งนี้ครับผม ...

มีคนถามว่า แล้วเหตุการณ์ทั้งหมดจะจบลงยังไง Happy Ending หรือ Sad Ending อันนี้ก็ต้องติดตามอ่านไปเรื่อย ๆ นะครับผม ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทุกคนจะรู้สึกร่วมไปกับสิ่งที่ผมเขียนรึเปล่า แต่แค่อยากให้รู้ว่า " มันเป็นความรู้สึก จากผู้ชายคนหนึ่ง ที่มอบให้กับผู้หญิงคนหนึ่ง ... ที่เค้ารักมากที่สุด ... "

... ต่อจาก chapter 1 นะครับผม ...

ผมกับเธอคนนั้นเรามีอะไรหลาย ๆ อย่างที่เหมือนกัน และมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่ต่างกัน แต่ช่วงนั้นเราก็พยายามที่จะจูนให้มันอยู่ตรงกลางมากที่สุด เพื่อความรักของเราครับผม ...

... ผมกับเธอต่างก็ไม่ชอบทุเรียนด้วยกันทั้งคู่ มันก็ดีครับที่ทำให้เราทั้ง 2 คนไม่อ้วนไปกว่านี้ ...

... ผมชอบทำกับข้าวครับ เธอก็ชอบกินกับข้าวที่ผมทำ แม้ว่าบางทีผมจะบังคับให้เธอกินก็ตาม...

... เธอมักจะกินข้าวน้อยครับ เวลาเธอกินข้าวเหลือ เธอมักจะโบ้ยมาให้ผมครับ ผมก็เต็มใจรับตลอด ...

... ผมไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือเรียนครับ แต่เธอเป็นหนอนหนังสือเลยแหละ เธอมักจะบังคับผมให้อ่านหนังสือ ผมก็ต้องจำใจล่ะครับ ไม่งั้นเธองอนแน่เลย...

... เธอขี้งอนครับ งอนได้ทุกเรื่องไม่เข้าใจว่าจะงอนอะไรนักหนา แต่ผมชอบง้อครับ ผมง้อเธอได้ทุกเรื่องไม่เข้าใจว่าจะง้ออะไรได้ขนาดนั้น ...

ผมจำได้ครั้งหนึ่ง เธองอนผมเรื่องผมขับรถเร็ว แล้วก็ไม่ยอมเปลี่ยนให้เธอขับ ผมจะรู้ได้ไงล่ะครับ เห็นเธอไม่พูดไม่จา นึกว่าเธอง่วงเหมือนกัน ก็เลยขับเองดีกว่า ผลสุดท้ายเธองอนหาว่าง่วงแล้วจะฝืนขับอีก ก็ใครจะไปรู้ล่ะเง้อออออ

เวลาเธอมีปัญหาอะไร เธอไม่ค่อยที่จะเล่าให้ผมฟังครับ ซึ่งมันเป็นปัญหาที่เรา 2 คนแก้ไขไม่ได้ และมันก็ทำให้เราต้องจากกัน

วันที่ผมมาส่งเธอเพื่อไปทำงาน บอกตรง ๆ ว่าใจหายครับ เราจะเจอหน้ากันทุกวัน ไม่ว่าจะสุขหรือเศร้าเราจะอยู่ข้างกันตลอด แต่พอวันที่ต้องห่างกัน มันปวดข้างในนะครับ ถึงแม้ว่าจะโทรหากัน แต่มันก็ไม่เหมือนที่ได้เห็นหน้าทุกวัน ช่วงที่เธอไปทำงาน ผมยังเรียน TOEFL อยู่ที่เชียงใหม่ครับ ยังไม่ได้มาเรียนต่อที่กรุงเทพ ผมโทรหาเธอทุกวัน คุยกันนานมาก เล่าให้ฟังทุกอย่างว่าวันนั้นไปเจออะไรมาบ้าง เธอก็เหมือนกันครับ

มีอยู่วันหนึ่งผมทำความสะอาดรถตัวเอง หลังจากที่ปล่อยให้มันซกมกมานาน ส่วนมากผมจะเก็บสมุดโน๊ตเล็ก ๆ ไว้ในเก๊ะครับเผื่อเอาไว้จดอะไรสำคัญ ๆ แต่ก็ไม่ค่อยได้เปิดใช้งานมันมากหรอกครับ แต่วันนั้นเกิดอยากเปิดมันขึ้นมาอ่าน มันเป็นโน๊ตที่เธอเขียนให้ครับ หลังจากที่วันนั้นอยู่ดี ๆ เธอก็ไม่ยอมพูดจากับผม ผมถามว่ามีอะไรเธอก็ไม่ยอมบอก แต่สิ่งที่เธอเขียนให้มามันทำให้ผมรู้ว่าเธอแคร์ผมมากแค่ไหน

26/3/45 18.20 น.

To...จิม

อยากถามมานานแล้วว่าเบื่อมั๊ยกับนิสัยแย่ ๆ แบบนี้ จะทนได้อีกนานแค่ไหน รู้สึกไม่ดีเลยที่ทำให้เป็นห่วง คอยรองรับอารมณ์ เห็นหน้าบึ้งๆ ไม่พูดไม่จา ถ้าทนไม่ได้แล้วก็บอกได้นะ....

รัก

ต่าย

แค่นี้มันทำให้ผมรู้สึกได้เลยว่ามันยิ่งทำให้ผมรักเธอมากขึ้น กระดาษโน๊ตแผ่นนี้ ถ้าผมไม่คิดที่จะทำความสะอาดรถ มันก็ไม่มีทางที่จะทำให้ผมรู้ความรู้สึกของเธอได้ครับ ผมอยากจะบอกเธอว่า "ผมไม่เคยรู้สึกเบื่อหรือโกรธกับการกระทำของเธอเลย ผมเข้าใจว่าคนเราทุกคนก็ย่อมที่จะมีเรื่องราวส่วนตัวที่ไม่สามารถบอกใครได้ ผมอยากจะบอกว่าผมรักเธอมาก และผมก็คิดถึงเธอที่สุด ... " กระดาษแผ่นนั้น ถึงแม้ว่าครั้งหนึ่งมันจะเคยถูกเธอขยำจนเกือบจะโยนทิ้งแล้วก็ตาม แต่ตอนนี้มันยังถูกเก็บพับอย่างเรียบร้อยในกระเป๋าตังค์ของผม.....

ผมโทรหาเธอทุกวันครับ จนวันที่ผมไปเรียนต่อที่กรุงเทพ ผมก็ยังติดต่อเธอเสมอ เรายังคุยกันเหมือนเดิม ไม่ต้องบอกว่ารักนะ แต่เราก็รู้ว่าเรารู้สึกกันอย่างไร เดือนไหนที่เธอลางานได้ เธอก็จะมาหาผมที่กรุงเทพคับ (แต่ไม่ค่อยได้ลาบ่อยหรอก เห็นบอกว่ามีงานตลอด)เราจะไปเที่ยวด้วยกัน มีครั้งหนึ่งเราไปเที่ยวกันที่เกาะสีชังครับ พอดีว่าพ่อกะแม่มาเที่ยวกับเพื่อน ๆ เค้า เราก็เลยแอบติดสอยห้อยตามไปเที่ยวครับ ถือว่าเป็นการเปิดตัวครั้งแรกกับเพื่อน ๆ ของพ่อกะแม่ครับ trip นั้นสนุกมากครับ สนุกสุด แต่ดูเหมือนมันเป็นความสนุกที่เป็นการสั่งลาอะไรบางอย่างครับ.........

ติดตามต่อใน chapter 3 นะครับผม ...

ปล.มันเป็นความรู้สึกหนึ่งที่ครั้งหนึ่งเราเคยมีคนที่เรารักและมีคนที่รักเรา

ฝากกลอนบทนี้ไว้แล้วกัน อ่านแล้วชอบเลย....จาก The Letter ครับ

รักแท้....ที่เป็นรักแรกและรักเดียวในชีวิต

หากเกิดขึ้นกับใครซักคน

แน่นอนว่ารักนั้นจะไม่เลือนหายไปจากใจ

ตราบแม้คนที่เรารัก

จะไม่ได้อยู่เคียงข้างอีกต่อไปแล้วก็ตาม.....


edit @ 2005/10/25 08:46:46